Pharmacists

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เรียนเภสัช5ปีกับ6ปีต่างกันอย่างไร

เภสัช 5 และ 6 ปีนั้น 5ปีแรกของทั้งสองหลังสูตรก็เหมือนกัน ส่วนที่เพิ่มมาในปีที่ 6 คือการขึ้นฝึกงานในโรงพยาบาล

-หลักสูตร 5 ปี เขาจะเรียกว่า ปริญญาเภสัชศาสตร์บัณฑิต (Pharm.science)จะมีการเรียนน้อยกว่าหลักสูตร6ปี

-หลักสูตร 6 ปี จะเรียกว่า ปริญญาเภสัชศาสตร์บัณฑิตสาขาบริบาลเภสัชกรรม (Doctor of Pharmacy)แต่ฐานะเภสัชกร 6 ปี เป็นทั้งหัวหน้าฝ่ายและเภสัชกรคนเดียวกันในโรงพยาบาลและมีสำคัญในการวางแผนระบบยามาก ควบคุมระบบยาทั้งโรงพยาบาลและ PCU แต่ทางที่ดีถ้าจะเรียน6ปีน่าจะเรียนแพทย์ไปเลยดีกว่าเพราะทำให้เกียรติศักดิ์ของวิชาชีพเทียบเท่ากับแพทย์ และทันตแพทย์


ทีเด็ดมันอยู่ตรงที่ สภาเภสัชกรรมระบุว่า "ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นไป จะรับรองเฉพาะหลักสูตร 6 ปีเท่านั้น" ดังนั้นในปีการศึกษา 2552 หลาย ๆ สถาบันจึงจะต้องมีการปรับหลักสูตรจาก 5 ปี เป็น 6 ปี ถ้าจบในปี 2557 แต่ไปจบหลักสูตร 5 ปี ก็ไม่มีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม
posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 00:03 0 comments

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการกินยา

เภสัชกรแนะนำว่า การกินยากับน้ำเปล่าปลอดภัย กว่า หากกินยากับเครื่องดื่มอื่นๆ อาจส่งผลกับร่างกาย ดังนี้

-น้ำส้ม อาจยับยั้งเอ็นไซม์ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงยาบางชนิด ให้ร่างกายนำไปใช้ ทำให้ยามีประสิทธิภาพน้อยลง แต่ออกฤทธิ์ข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ มากขึ้น

-ชา กาแฟ เครื่องดื่มโคล่า การบริโภคคาเฟอีนเป็นประจำขณะกินยารักษาโรคหอบหืด จะทำให้เกิดผลข้างเคียงมากขึ้น คาเฟอีน ทำให้กระเพระอาหารระคายเคือง

-นม แคลเซียม จะยับยั้งการดูดซึมปฏิชีวนะ บางชนิด

-แอลกอฮอล์ ทำให้ตับเสียหายได้หากดื่มเป็นประจำร่วมกับยาแก้ปวดอะเซตามิโนเฟน ลดประสิทธิภาพยารักษาอาการซึมเศร้า

-เครื่องดื่มที่มีเส้นใยพืช ใยพืชอาจไปจับกับบาได้มากมายหลายชนิด ทำให้ยาเหล่านั้นมีประสิทธิภาพลดลง

อย่าลืมกินยาตามคำแนะนำที่เภสัชกรเขียนไว้ที่ซองยา ให้ตรงตามเวลา ครบถ้วนตามที่จัดยามาให้ จะทำให้หายจากการป่วยโดยเร็ว ยาบางอย่างหากดินผิดเวลา ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียง หรือไม่ได้ผลเต็มที่ได้ เช่น การกินยาก่อนอาหาร ก็ต้องกินก่อน 15-30 นาที เพื่อให้ออกฤทธิ์ตอนท้องว่าง ยาหลังอาหารต้องกินหลังอาหารทันที เพื่อไม่ให้กัดกระเพาะอาหาร เป็นต้น และเวลากินยา ใช้น้ำเปล่า สะอาดๆ ดีกว่าแน่นอน
posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 23:28 0 comments

การรับประทานยา

ยารับประทานเป็นรูปแบบยาที่ใช้กันอย่างกว้างขวางมากที่สุด โดยทั่วไปการรับประทานยาขณะที่ยังท้องว่าง จะทำให้ยาถูกดูดซึมได้ดีที่สุด แต่ยาบางชนิดอาจถูกกำหนดให้รับประทานในเวลาที่แตกต่างออกไป ด้วยเหตุผลอื่นๆ

วิธีรับประทานยามีหลายรูปแบบ ได้แก่

1.ยาก่อนอาหาร

ปกติให้รับประทานก่อนอาหาร (รวมทั้งนม ขนม ฯลฯ) 30-60 นาที (ระยะเวลาก่อนอาหารครึ่ง-1 ชั่วโมง หรือหลังอาหาร 2 ชั่วโมง เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารว่าง) ยาที่ให้กินก่อนอาหารมักเป็นยาที่มีข้อจำกัด หากกินลงไปแล้วมีอาหารร่วมอยู่ด้วยในกระเพาะอาหารจะลดการดูดซึมของยา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ไม่ดีเท่าที่ควรหรือไม่ได้ผลเลย ได้แก่ ยารักษาโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น เพนนิซิลลินวี, ไดคลอกซาซิลลิน และยาฮอร์โมนไทรอยด์ ลีโวไทรอกซิน จึงต้องแนะนำให้กินตอนท้องว่าง
นอกจากนั้นยาที่ใช้ป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ไดเมนไฮดริเนท และยาเมโทโคลปราไมด์ ต้องกินก่อนอาหาร 30 นาที จึงจะได้ผลเต็มที่และป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนที่จะเกิดหลังจากผู้ป่วยกินอาหารได้

2.ยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที

ยาพร้อมอาหารให้รับประทานอาหารครึ่งหนึ่งแล้วรับประทานยา แล้วจึงรับประทานอาหารต่อจนอิ่ม ส่วนยาที่ต้องรับประทานหลังอาหารทันทีให้รับประทานอาหารคำสุดท้ายแล้วรับประทานยาทันที
ยาที่แนะนำให้รับประทานหลังอาหารทันทีจะเป็นยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้เกิดอาการไซ้ท้อง หรือคลื่นไส้อาเจียนถ้ารับประทานตอนท้องว่าง
ตัวอย่างยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ได้แก่ แอสไพริน ยารักษาโรคปวดข้อบางชนิด การรับประทานยาเหล่านี้หลังอาหารทันทีจะช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจากยาเหล่านี้ด้วย

3.ยาหลังอาหาร

ให้รับประทานหลังอาหาร 15-30 นาที

4.ยาระหว่างมื้ออาหาร

ให้รับประทานยาก่อนหรือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง โดยถ้าเลือกรับประทานยาเป็นก่อนอาหารแล้วครั้งต่อไปก็ต้องรับประทานยาก่อนอาหรทุกครั้งของการรักษาคราวนั้นๆ

5.ยาก่อนนอน
รับประทานก่อนเข้านอน 15-30 นาที

6.ยาตามอาการต่างๆ
เช่น ยาพาราเซตามอล รับประทาน 2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง เวลาปวด หมายความว่า รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด ถ้าต่อมามีอาการปวดอีกแต่ยังไม่ถึง 4-6 ชั่วโมง ยังไม่ควรรับประทานยานั้นซ้ำอีก เพราะอาจเกิดพิษจากยาเกินขนาดได้ ต้องรอให้ครบอย่างน้อย 4 ชั่วโมง จึงจะรับประทานยาครั้งต่อไปได้

หมายเหตุ การลืมรับประทานยาครั้งหนึ่ง ให้รีบรับประทานทันทีที่นึกได้ แต่ถ้าใกล้ถึงเวลามื้อต่อไปแล้ว ให้ข้ามมื้อที่ลืมไปเสีย อย่าเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่าในมื้อต่อไปเป็นอันขาด นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังหรือคำแนะนำในการรับประทานยาต่างๆ ที่ควรใส่ใจ ตัวอย่างเช่น

- ควรรับประทานยานี้หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง

เช่น ยาลดกรด สำหรับผู้ป่วยที่ตรวจพบว่าเป็นแผลในกระเพาะอาหาร แพทย์มักสั่งให้กินหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง เนื่องจากระดับของกรดในกระเพาะอาหารจะมีปริมาณสูงสุดในช่วง 1-2 ชั่วโมงหลังอาหาร นอกจากนี้แพทย์ยังสั่งให้กินยาลดกรดก่อนนอนด้วย เพราะในช่วงกลางคืนจะมีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารออกมากเช่นกัน

- รับประทานยานี้แล้วควรดื่มน้ำมากๆ

อาจแบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ ยาที่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนมาก นอกจากควรกินยาหลังอาหารทันทีแล้วยังต้องดื่มน้ำตามมากๆ ด้วย เพื่อลดผลข้างเคียงของยา อีกกรณีหนึ่งคือ เป็นยาที่ตกตะกอนในไตได้ง่าย จึงต้องดื่มน้ำตามมากๆ ยาพวกนี้ ได้แก่ ยาพวกซัลฟา

- รับประทานยานี้แล้วอาจง่วงนอน

ยาที่รับประทานแล้วทำให้ง่วงนอน ผู้ใช้ยาจะต้องระมัดระวังเมื่อขับรถหรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ยาประเภทนี้มักเป็นยาแก้แพ้สำหรับผื่นคัน/ลมพิษ (เช่น ไฮดร็อกไซซิน) หรือยาที่ใช้ลดน้ำมูก (เช่น คลอเฟนนิรามีน) ยาป้องกันการเมารถ/เรือ (เช่น ไดเมนไฮดริเนท) เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงนอน เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง จึงควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานยนต์ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ยาที่มีผลกดประสาทโดยตรง ได้แก่ ยาคลายเครียด (เช่น ไดอะซีแพม) ยานอนหลับ ก็ต้องมีคำเตือนเหล่านี้เช่นกัน และที่สำคัญ การรับประทานยาที่มีผลต่อระบบประสาทเหล่านี้ ควรต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาดองต่างๆ โดยเด็ดขาด

- ควรรับประทานยานี้ติดต่อกันทุกวันจนยาหมด

ยาบางชนิดเป็นยาสำหรับบรรเทาอาการ เมื่อหายแล้วหรืออาการดีขึ้นก็สามารถหยุดใช้ยาได้ แต่ยารักษาโรคติดเชื้อ เช่น อะม็อกซีซิลลิน อีริโธรมัยซิน จำเป็นต้องรับประทานเพื่อรักษาโรคอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง จะนานแค่ไหนขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของโรคซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาและกำหนดให้ เช่น ต้องกินยาติดต่อกัน 7-10 วัน เพื่อให้แน่ใจว่ายาได้ไปทำลายเชื้อโรคหมดสิ้นแล้ว ไม่หลงเหลือให้กระตุ้นการดื้อยาได้

คำแนะนำการรับประทานยาเป็นช่วงระยะเวลาติดต่อกันนี้ ยังอาจพบในโรคบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบเรื้อรังบางชนิด หรือโรคแผลในทางเดินอาหารซึ่งอาจต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องนานถึง 6 สัปดาห์จึงจะสามารถทำให้แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้สมานได้เป็นปกติ หากไม่ทำตามคำแนะนำนี้ก็อาจต้องกลับเป็นแผลซ้ำอีกได้

- เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน

ได้แก่ ยาลดกรดชนิดเม็ด หรือยาขับลมชนิดเม็ด จะมีคำแนะนำให้เคี้ยวยาให้ละเอียดก่อนกลืน ทั้งนี้เพื่อหวังผลให้ยาที่ถูกเคี้ยวแล้วนั้นกระจายตัวในส่วนของทางเดินอาหารได้อย่างทั่วถึง ทำให้ได้ผลจากการักษาที่ดีที่สุด
posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 23:21 0 comments

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ขอบเขตวิชาเภสัชกร

ขอบข่ายวิชาเภสัชกร

การศึกษาเกี่ยวกับยานั้น เราศึกษาตั้งแต่ แหล่งของยา โครงสร้างทางเคมีของยา การผลิตเป็นรูปแบบยาเตรียมต่างๆ การควบคุมคุณภาพและการประกันคุณภาพยาและเภสัชภัณฑ์ การวิจัยและการพัฒนายาและเภสัชภัณฑ์ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา เภสัชจลนศาสตร์ เภสัชพลศาสตร์ การใช้ยาทางคลินิกในโรคของระบบต่างๆ อาการไม่พึงประสงค์ของยา การติดตามผลของยา การประเมินการใช้ยา ไปจนถึงการบริหารจัดการเรื่องยาและกฎหมายเกี่ยวกับยาดังนั้น เภสัชศาสตร์ จึงเป็นวิชาที่เป็นสหสาขาวิชา คือ บูรณาการหลายๆศาสตร์เข้าด้วยกัน แต่มุ่งไปยังเรื่องของ ยาแต่ในปัจจุบัน ขอบเขตของเภสัชศาสตร์ครอบคลุมในเรื่องยา เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารพิษ สารเสพติดและสารออกฤทธิ์ต่างๆ กล่าวโดยสรุป เภสัชศาสตร์ ก็คือการศึกษาเกี่ยวกับสารเคมีใดๆที่มีผลต่อร่างกายมนุษย์ และ และการใช้สารเคมีเหล่านั้นกับร่างกายเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ (โดยเฉพาะ ในทางการแพทย์)

posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 05:59 0 comments

ถ้าอยากเรียนเภสัชกร

ไขข้อข้องขัดก่อนตัดสินใจเรียนเภสัชฯ เรียนเภสัชดีไหม?

การตัดสินใจเลือกเรียนคณะใด หรือสาขาใดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการพิจารณาจากข้อมูล และความรู้สึกของตนเอง ว่าในขณะนี้ตนกำลังอยู่ในสถานการณ์ใด เราต้องนำข้อมูล และความรู้สึกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมาช่วยในการพิจารณา บางครั้งการมีความฝันเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้ หรือการมีคะแนะที่สูงเพียงอย่างเดียวก็เช่นกัน เราต้องมีทั้งความชอบ ความรัก และความจริง ความจริงในที่นี้ก็คือ คะแนนของเราเอง และสถานการณ์ต่างๆ ที่มีส่วนในการเอื้ออำนวย เช่น สถาบันที่จะศึกษาตั้งอยู่ที่ใด ครอบครัว งบประมาณ ดังนั้นจะทำให้เราเห็นได้ว่า การตัดสินในครั้งนี้เราต้องมีการรวบรวมข้อมูลจากทั้งในตัวเราเอง และแวดล้อมมาวางแผนให้อย่างรอบคอบและถ้วนถี่ เพื่อให้อนาคตของเรามั่นคง เป็นไปตามแผนที่เรามุ่งหวัง และมีประสิทธิภาพ คณะเภสัชศาสตร์ในประเทศไทย มีทั้งหมด 12 แห่ง โดยแบ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 10 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 2 แห่ง มีการเรียนการสอน 2 หลักสูตร คือหลักสูตร 5 ปี และ 6 ปี (ศึกษาข้อมูลเพิ่มจากรายละเอียดของแต่ละสถาบัน) ซึ่งทุกสถาบันอยู่ภายใต้การดูแลและควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ และสภาเภสัชกรรม สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อเภสัชศาสตร์ ต้องมีการวางแผนให้รอบคอบอย่างถ้วนถี่ ต้องมีการติดตามข่าวสาร และข้อมูลจากสถาบันการศึกษา เภสัชศาสตร์ 12 แห่ง อยู่ตลอด เนื่องจากในแต่ละปีการเปิดรับนิสิตนักศึกษาเภสัชศาสตร์อยู่ในจำนวนจำกัด และมีเวลาเปิดรับสมัครจำกัด แม้ว่าจะมีคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเอกชนรองรับอยู่ถึง 2 แห่ง แต่ในปัจจุบันความต้องการที่จะศึกษาต่อในศาสตร์นี้ค่อนข้างสูง จึงทำให้คณะเภสัชศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยเอกชนทั้ง 2 แห่งนี้ ก็มีการแข่งขันในอัตราที่สูงเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องการจะศึกษาต่อเภสัชศาสตร์จึงต้องมีการวางแผนที่ดีและรอบคอบถ้วนถี่ แต่อย่างไรเราก็ต้องถามตัวเราเองเสียก่อนว่าเราจะชอบ รัก มุ่งมั่น อดทน และขยันที่จะเรียนเภสัชศาสตร์จริงหรือไม่ เพียงไร เรียนเภสัชอย่างไร? การศึกษาในคณะเภสัชศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ในประเทศไทยปัจจุบัน มีอยู่ 2 หลักสูตรใหญ่ๆ คือ หลักสูตร 5 ปี และ 6 ปี โดยมีการเรียนการสอนแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงแรกเป็นการเรียนวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ช่วงที่สองเป็นการเรียนทางด้านเภสัชสาสตร์ในแขนงต่างๆ การเรียนได้แบ่งเป็นสองส่วนคือภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยในช่วงการเตรียมพื้นฐานนั้น เป็นช่วงของการปรับตัว เนื้อหาและรายวิชาจะเป็นความต่อเนื่องมาจากระดับมัธยมศึกษา อาทิ วิชาชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ เป็นต้น ก็ล้วนนำเนื้อหาจากระดับมัธยมศึกษามาเรียนในขั้นที่สูงขึ้น ดังนั้นคนที่มีพื้นฐานจากการเรียนในระดับมัธยมที่ดี ก็จะได้เปรียบ แต่ก็อย่าชะล่าใจ เพราะอาจจะพลาดได้เช่นกัน ช่วงที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่เรียนวิชาทางเภสัชศาสตร์ในแขนงต่างๆ ก็จะต้องนำความรู้จากภาคเตรียมมาใช้ โดยต้องนำมาประยุกต์ในวิชาต่างๆ แม้แต่วิชาคณิตศาสตร์ หรือฟิสิกส์ที่ดูแล้วไม่น่าเกี่ยวข้องอะไรเลยกับวิชาทางเภสัชศาสตร์ แต่ในความจริงแล้วความรู้ทุกอย่างต้องนำมาใช้ในการเรียนเภสัชสาสตร์ทั้งหมด เช่น การเตรียมยาใน 1 ตำรับ ต้องอาศัยความรู้นอกจากทางด้านเคมีแล้ว ต้องมีหลักของฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์ รวมถึงศาสตร์อื่นๆ มาใช้ในการเตรียมตำรับนั้นๆ เพราะเภสัชศาสตร์เป็นการเรียนที่ต้องอิงข้อมูลจากสรรพศาสตร์ โดยนำความรู้มาใช้อย่างบูรณาการ ใครจะไปคิดว่าเราต้องมีความรู้ถึงลักษณะของใบพืช การปลูกต้นไม้ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การทำบัญชี การบริหารงานองค์กร กฎหมาย หรือแม้แต่การซ่อมบำรุง และในขณะที่ศึกษานอกจากการเรียนในห้องเรียน และห้องปฏิบัติการแล้ว ผู้ศึกษาต้องผ่านการฝึกปฏิบัติงานในองค์กร หน่วยงาน หรือสถานประกอบการต่างๆ ทางด้านเภสัชกรรม อาทิ โรงพยาบาล ร้านยา โรงงานอุตสาหกรรมยา บริษัทยา เป็นต้น ดังนั้นจึงจะเห็นได้ว่าการเรียนเภสัชศาสตร์ต้องอาศัยการสะสมความรู้จากหลากหลายสาขามาใช้ เพราะเภสัชกรไม่ใช่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องการใช้ยาเท่านั้น หากแต่เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องยามากที่สุด และเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ทุกคนต้องผ่านการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมทุกคน ทุกมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ จึงจะเป็นเภสัชกรได้อย่างสมบูรณ์ทางกฎหมาย และระเบียบของสภาเภสัชกรรม คนเรียนเก่ง กับคนขยัน ใครจะประสบความสำเร็จในการเรียนเภสัชศาสตร์? คำถามนี้อาจจะตอบยากเสียหน่อย แต่ถ้าต้องการชี้ชัดก็คงต้องตอบว่าคนขยัน และอดทน แต่ที่สำคัญต้องเป็นคนมีเพื่อนด้วย เพราะเนื้อหาในการเรียนค่อนข้างเยอะ งานที่ได้รับมอบหมายก็มาก ดังนั้นการเรียนที่ดีในศาสตร์นี้ ต้องช่วยการเรียน การช่วยในครั้งนี้ต้องช่วยให้ถูกต้อง คือช่วยกันค้นข้อมูล ช่วยย่อจับใจความสำคัญ ประเด็นหรือหลักที่ควรจำ ซึ่งการช่วยกันเรียนจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะช่วยร่นเวลาในการเรียน คือการอ่านหนังสือ การค้นคว้าให้สั้นลง อีกทั้งบางครั้งก็จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้เรามีสติ และขยันเรียนอย่างมีกำลังใจตลอด ภาษาอังกฤษสำคัญไหม? สำคัญ แต่ไม่ต้องตกใจสำหรับใครที่เป็นคู่ขนานกับภาษาอังกฤษ คือเข้ากันไม่ได้ ไม่เข้าใจเสียที วิธีการคือ ฝึกการเปิดหนังสือภาษาอังกฤษบ่อยๆ อีกทั้งศัพท์ที่เราจะต้องเจอกันอย่างประจำทุกวันก็จะช่วยให้เราอ่านภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น ซึ่งการค้นคว้าข้อมูลส่วนใหญ่ต้องค้นมาจากตำราภาษาอังกฤษ อาทิ การตั้งตำรับยาเตรียม ต้องเปิดดูหนังสือ เช่น USP, BP เป็นต้น เพื่อนำมาอ้างอิงและใช้ในการตั้งตำรับ หรือแม้กระทั่งการเปิดดูรายละเอียดของยาต่างๆ จาก Drug information และ Mims เป็นต้น ไม่เก่งเคมีแล้วเรียนเภสัชฯได้ไหม? ได้ แต่ค่อนข้างต้องขยันให้มากๆ กว่าคนอื่น ถ้าไม่เข้าใจต้องรีบถาม เหมือนกับการเรียนวิชาอื่นๆ เพียงแต่เราจะต้องเจอเคมีอยู่ตลอด ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจในพื้นฐานของเคมีในด้านต่างๆ และวิชาอื่นๆ ก็เช่นกัน มีความสำคัญไม่น้อยกว่ากันแม้แต่คำนวณ เรียนเภสัชฯต้องเก่งท่องจำ หรือเข้าใจมากกว่ากัน? ทั้งสองอย่าง เพราะต้องเรียนอย่างท่องจำที่เข้าใจ เนื่องจากเนื้อหาค่อนข้างเยอะ หากใช้วิธีจำอย่างเดียว ก็ไม่สามารถจำได้หมด หรือใช้การเข้าใจอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะมันต้องมีสิ่งที่ต้องท่องจำ ดังนั้นเราจึงต้องเรียนอย่างที่เรียกว่า “จำอย่างเข้าใจ” เรียนเภสัชจบแล้วไปไหน? เป็นหนึ่งในคำถามที่หลายคนต้องการรู้ ซึ่งภาพแรกที่ทุกคนนึกถึง ก็คือการเภสัชฯขายยาในร้านยา หรือเภสัชกรในโรงพยาบาล แต่ความจริงผู้ที่สำเร็จการศึกษาเภสัชศาสตร์สามารถประกอบวิชาชีพ และอาชีพต่างๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 1. เภสัชกร - เภสัชกรชุมชน (ร้านยา) - เภสัชกรโรงพยาบาล - เภสัชกรโรงงานอุตสหากรรมยา - ผู้แทนยา ฯลฯ 2. อาชีพอื่นๆ - ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร สปา - ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและสุขภาพ - นักวิเคราะห์ ฯลฯ อาชีพเภสัชกรเป็นอาชีพที่ค่อนข้างมีความมั่นคง และเป็นที่ต้องการของสังคมอยู่ตลอด มีความหลากลหายในการประกอบวิชาชีพ และอาชีพอย่างมาก เพราะจากการกล่าวในข้างต้นถึงการเรียนในศาสตร์นี้ จึงทำให้ทราบได้ว่า เภสัชกรเป็นมีความรู้พื้นฐานในด้านต่างๆ ค่อนข้างกว้าง สามารถไปเรียนต่อในด้านต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย อีกทั้งสามารถนำความรู้มาใช้ในอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ความรู้ทางด้านสมุนไพร กับธุรกิจ “สปา” เพื่อสุขภาพ เป็นต้น

posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 05:34 0 comments

หลักสูตรระดับปริญญา

หลักสูตร

หลักสูตรระดับปริญญาตรี

ระดับปริญญาโท


ระดับปริญญาเอก

posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 05:27 0 comments

ภาควิชาเภสัชศาสตร์

ภาควิชา แบ่งได้ 2ภาค
  1. ภาควิชาบริบาลเภสัชกรรม (Department of Pharmaceutical Care)
    1. ชีวเภสัชกรรม (ฺBiopharmacy)
    2. เภสัชกรรมชุมชน (Community Pharmacy)
    3. บริหารเภสัชกิจ (Pharmacy Administration)
  2. ภาควิชาวิทยาศาสตร์เภสัชกรรม (Department of Pharmaceutical Sciences)
    1. เภสัชเคมี (Pharmaceutical Chemistry)
    2. เทคโนโลยีเภสัชกรรม (Pharmaceutical Technology)
    3. เภสัชเวท (Pharmacognosy)
posted by Siriyakorn Janwitchaporn at 05:22 0 comments